Cabmax แคลเซียม โบรอน ตัวช่วยเด็ดสำหรับพืชโตไว แข็งแรง ผลผลิตดี!

แคลเซียม โบรอน ปลูกทุเรียน

Cabmax แคลเซียม, โบรอน ตัวช่วยเด็ดสำหรับพืชโตไว แข็งแรง ผลผลิตดี!

แคป แม็ก แคลเซียม โบรอน คืออะไร?

ถ้าพูดถึงสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช หนึ่งในตัวสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “แคลเซียม” กับ “โบรอน” ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้พืชเจริญเติบโต แข็งแรง และให้ผลผลิตดีขึ้น และ เมื่อพูดถึง ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมโบรอนที่มาแรงในตอนนี้ก็ต้องยกให้ Cabmax เพราะใช้ง่าย ดูดซึมไว และให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับการลงทุน

ทำไมพืชถึงต้องการ แคลเซียมและโบรอน?

พืชทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก ไม้ผล หรือไม้ดอก ล้วนต้องการแคลเซียมและโบรอน เพราะ

  • แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างเซลล์พืช ทำให้ต้นแข็งแรง ใบเขียวสด ลดปัญหาโรคที่เกิดจากโครงสร้างอ่อนแอ เช่น โรคยอดเน่า โรครากเน่า
  • โบรอน ช่วยให้การส่งผ่านแคลเซียมภายในพืชเป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้พืชดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ กระตุ้นการติดดอกออกผล เพิ่มคุณภาพของผลผลิต

เมื่อทั้งสองตัวนี้ทำงานร่วมกัน พืชจะเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่แตกหักง่าย และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีเยี่ยม

จุดเด่นของ Cabmax แคลเซียมโบรอน ที่เกษตรกรไว้วางใจ

  1. ดูดซึมไว ใช้งานง่าย ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้พืชดูดซึมแคลเซียมและโบรอนได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน
  2. ช่วยลดอาการขาดธาตุอาหาร เหมาะสำหรับพืชที่มีอาการขาดแคลเซียม เช่น มะเขือเทศที่มีอาการก้นเน่า หรือทุเรียนที่มีปัญหาผลแตก
  3. กระตุ้นการออกดอกและติดผล โบรอนใน Cabmax จะช่วยให้ดอกพืชแข็งแรง ไม่ร่วงง่าย และทำให้ผลมีขนาดใหญ่ สมบูรณ์
  4. เพิ่มความแข็งแรงของเซลล์พืช ลดโอกาสที่พืชจะเป็นโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโครงสร้างของพืช

พืชชนิดไหนบ้างที่เหมาะกับ Cabmax แคลเซียม+โบรอน?

Cabmax สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะพืชที่ต้องการธาตุอาหารเสริมเหล่านี้มากเป็นพิเศษ เช่น

  • ทุเรียน ช่วยลดปัญหาผลแตก เพิ่มคุณภาพของเนื้อทุเรียน
  • มะเขือเทศ ลดอาการก้นเน่า ทำให้ผลมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • พริก ช่วยให้ต้นแข็งแรง ผลพริกสีสวย ไม่หลุดร่วงง่าย
  • องุ่น ส่งเสริมการติดผลและเพิ่มความหวาน
  • ส้มและมะนาว ช่วยให้เปลือกแข็งแรง ลดปัญหาโรครากเน่าและผลแตก

แคลเซียม โบรอน ใช้กับทุเรียน

วิธีการใช้ Cabmax แคลเซียมโบรอน ให้ได้ผลดีที่สุด

เพื่อให้พืชได้รับสารอาหารเต็มที่ ควรใช้ แคลเซียมและโบรอน ตามคำแนะนำดังนี้

  • ฉีดพ่นทางใบ ใช้อัตราส่วน 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วฉีดพ่นให้ทั่วใบและผลพืช ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
  • รดทางดิน ผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสมและรดบริเวณรากเพื่อให้พืชดูดซึมธาตุอาหารผ่านรากได้
  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม ควรฉีดพ่นช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อให้พืชดูดซึมได้ดีขึ้น และลดการระเหยของสารอาหาร

รีวิวจากเกษตรกรที่ใช้จริง

หลายคนที่ลองใช้ Cabmax แคลเซียมโบรอน ต่างให้ฟีดแบ็กที่ดีว่าพืชโตไวขึ้น แข็งแรงขึ้น และผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้นจริง ๆ เช่น

  • “ใช้กับมะเขือเทศแล้วลดปัญหาก้นเน่าไปเยอะมาก ปลูกง่ายขึ้นเยอะเลย” – คุณต้น, เกษตรกรจากเชียงใหม่
  • “ทุเรียนลูกใหญ่ เนื้อแน่น ใช้ Cabmax แล้วเห็นผลจริง” – คุณสมชาย, เจ้าของสวนทุเรียนที่จันทบุรี
  • “องุ่นหวานขึ้นเยอะ ผลติดดี ไม่หลุดร่วง ใช้ต่อแน่นอน” – คุณก้อย, เกษตรกรจากนครปฐม

ปุ๋ยน้ำสูตรคู่ cabmax ราคาพิเศษ

สรุป

ถ้าคุณกำลังมองหาตัวช่วยดี ๆ ที่จะทำให้พืชแข็งแรง โตไว และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ Cabmax แคลเซียมและโบรอนเข้มข้น คือคำตอบ! ใช้ง่าย เห็นผลเร็ว และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลเซียมโบรอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลองใช้แล้วคุณจะรู้ว่าการดูแลพืชให้เติบโตอย่างแข็งแรงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป!

ปุ๋ยน้ำ ธาตุรวม สูตรคู่ CABMAX

แคป แม็ก แคลเซียม โบรอน

ถ้าคุณเป็นเกษตรกรมือใหม่หรือแม้แต่มือโปร แล้วกำลังสงสัยว่า “แคลเซียมโบรอนสำคัญขนาดไหน?” คำตอบก็คือ สำคัญมาก! เพราะมันมีบทบาทกับพืชทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นต้นกล้า จนไปถึงช่วงให้ผลผลิตกันเลยทีเดียว วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าแคลเซียมโบรอนช่วยอะไร และทำไมพืชของคุณจะขาดมันไม่ได้!

1. ระยะต้นกล้า (Seedling Stage) – โตไว แข็งแรง ไม่ชะงัก

  • พืชช่วงนี้ยังอ่อนแอ ถ้าไม่ได้รับแคลเซียมโบรอนอย่างพอเพียง อาจทำให้รากพัฒนาได้ไม่ดี ทำให้การดูดซึมธาตุอาหารอื่นๆ ลดลง
  • โบรอนช่วยให้รากแตกแขนงมากขึ้น ดูดซึมน้ำและสารอาหารได้ดี และช่วยยึดกับพื้นดิน ทำให้ลำต้นแข็งแรงต่อแรงลมและน้ำฝน
  • แคลเซียมช่วยให้เซลล์พืชแข็งแรง ลดโอกาสที่ต้นกล้าจะเน่าเสียหรือเกิดโรคง่าย

2. ระยะเจริญเติบโต (Vegetative Growth Stage) – ใบใหญ่ เขียว สด แข็งแรง

  • แคลเซียมช่วยเสริมความแข็งแรงของเซลล์ใบ ทำให้ใบเขียวสด และไม่เหี่ยวเฉาง่าย
  • โบรอนช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์และสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้พืชโตเร็ว แตกกอ หรือแตกกิ่งมากขึ้น เพิ่มโอกาสการได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
  • ถ้าขาดโบรอน พืชอาจมีอาการใบหงิก หรือใบเหลือง

3. ระยะออกดอก (Flowering Stage) – ดอกสมบูรณ์ ไม่ร่วงง่าย

  • โบรอนมีส่วนช่วยสำคัญในการพัฒนาตาดอก และป้องกันการร่วงของดอก
  • แคลเซียมช่วยเสริมโครงสร้างของดอกให้แข็งแรง ติดดอกได้ดีขึ้น
  • ถ้าพืชขาดโบรอน อาจเจอปัญหาดอกไม่สมบูรณ์ หรือดอกร่วงก่อนติดผล

4. ระยะติดผลและพัฒนาผล (Fruit Development Stage) – ผลโต ได้น้ำหนัก ไม่แตก

  • แคลเซียมช่วยเสริมความแข็งแรงของเปลือกผล ทำให้ผลไม้ไม่แตกง่าย และมีอายุการเก็บเกี่ยวที่ยาวขึ้น
  • กิ่งที่ติดผล จะมีความแข็งแรง เหนียว รองรับน้ำหนักของผลผลิตได้เป็นอย่างดี ไม่หลุดร่วง เสียหาย
  • โบรอนช่วยให้พืชเคลื่อนย้ายแคลเซียมไปสู่ผลได้ดีขึ้น ทำให้ผลมีเนื้อแน่น และมีคุณภาพสูง
  • พืชที่ขาดแคลเซียมโบรอน อาจมีอาการผลแตก ผลลีบ หรือเนื้อไม่แน่น

5. ระยะเก็บเกี่ยว (Harvest Stage) – คุณภาพดี คงทน เก็บได้นาน

  • แคลเซียมช่วยทำให้ผลไม้แข็งแรง ลดการเน่าเสียระหว่างการขนส่ง
  • โบรอนช่วยให้โครงสร้างเซลล์แข็งแรง ผลไม้จะมีอายุการเก็บรักษานานขึ้น
  • ถ้าขาดโบรอน อาจทำให้ผลไม้เน่าเร็ว หรือเนื้อเละง่าย

แคลเซียมโบรอน ขาดได้ไหม?
คำตอบคือ ไม่ได้! ถ้าพืชขาดแคลเซียมโบรอน จะเกิดปัญหาหลายอย่าง ซึ่งอาการจะแสดงออกมาตั้งแต่ระยะตั้งต้น ไปจนถึงเกิดผลเสียต่อพืชในระยะยาวอีกด้วย เช่น

  • ใบหงิก ใบเหลือง โตช้า
  • ดอกร่วง ไม่ติดผล
  • ผลแตก ผิวไม่สวย เนื้อไม่แน่น
  • อายุการเก็บรักษาสั้น ขายได้ราคาต่ำ

ดังนั้น ถ้าอยากให้พืชแข็งแรง โตไว และให้ผลผลิตที่ดี แนะนำให้เสริมแคลเซียมโบรอนเป็นประจำ

แคลเซียมโบรอน จำเป็นต่อทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชจริง! ไม่ว่าจะเป็นช่วงต้นกล้า โตเต็มวัย ออกดอก ติดผล หรือเก็บเกี่ยว ล้วนต้องการแคลเซียมโบรอนทั้งนั้น อย่าปล่อยให้พืชของคุณขาดสารอาหารสำคัญนี้ เพราะมันคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้พืชของคุณเจริญเติบโตได้เต็มที่ ให้ผลผลิตที่ดี และมีคุณภาพสูงสุด!

ถ้าใครยังไม่ได้ใช้แคลเซียมโบรอน ลองหามาใช้ดู แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างแบบชัดเจนแน่นอน